kasetmodern logo แม้ประเทศไทย จะได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าว อู่น้ำของโลก และยังเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกก็ตาม แต่ปรากฏว่าผลผลิตข้าวของไทยต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ด้วยกัน

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติข้าวในปัจจุบัน ประเทศไทยควรให้ความสำคัญเรื่องข้าวซึ่งเป็นผลิตผลที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องการเพิ่มผลผลิตข้าว โดยการนำวิทยาการและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทั้งนี้เพราะการใช้เมล็ดพันธุ์ที่จากแปลงปลูกในปีก่อนมาทำพันธุ์ จะให้ผลผลิตในอัตราต่ำ

ข้าวลูกผสม(Hybrid Rice) เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลเมืองโลก ที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกสนใจเรื่องนี้มาหลายสิบปี และหลายประเทศก็ปลูกข้าวลูกผสมกันมาแล้วหลายปีด้วย

สำหรับประเทศไทย ข้าวลูกผสม จึงอาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบในการเพิ่มผลผลิตข้าวของประเทศไทย

ข้าวลูกผสมHBRice_article

ข้าวลูกผสม คือ อะไร ?…

ข้าวลูกผสมคือพันธุ์ข้าวที่ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวสายพันธุ์แท้สองสายพันธุ์ที่มีฐานพันธุกรรมต่างกัน โดยลูกผสมชั่วที่ 1 จะให้ลักษณะทางด้านปริมาณและคุณภาพที่ดีกว่าพันธุ์พ่อหรือพันธุ์แม่

เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมที่นำมาใช้ปลูก จึงต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาจากการผสมพันธุ์ใหม่ทุกปี ซึ่งแตกต่างจากการทำนาโดยทั่วไปที่สามารถใช้เมล็ดพันธุ์แท้จากแปลงปลูกในปีก่อนมาทำพันธุ์ได้

ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีข้าวลูกผสมได้นำเอาหลักการความแข็งแรงของลูกผสมที่ดีเด่นกว่าพันธุ์พ่อและพันธุ์แม่(Hybrid vigor)ในการให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาใช้

นักวิชาการด้านพันธุ์ข้าวยังได้กล่าวถึงข้อดีของข้าวลูกผสมที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นมา และทดลองให้เกษตรกรปลูกอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ มีข้อดีเด่น ซึ่งมีด้วยกันถึง 7 ประการ
1. ผลผลิตข้าวสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปประมาณ 20-50% โดยปลูกในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
2. ไม่มีพันธุ์ปน ระบบรากมีความแข็งแรงและแผ่กระจายมากกว่า
3. จำนวนเมล็ดต่อรวงมีมากถึง 250 เมล็ด/รวงขึ้นไป หากปลูกในฤดูกาลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
4. ในการผลิตข้าวเชิงการค้า ข้าวลูกผสมให้ผลตอบแทนที่มากกว่าข้าวสายพันธุ์แท้
5. เป็นการเพิ่มผลผลิตข้าวโดยไม่ต้องขยายพื้นที่ปลูก
6. ลดการใช้สารเคมี เพราะข้าวลูกผสมมีความต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว
7. ประหยัดการใช้น้ำและเพิ่มรอบการปลูก เนื่องจากข้าวลูกผสมมีอายุการเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่าข้าวพันธุ์ทั่วไป

จีน เป็นประเทศแรกในโลกที่คิดค้นวิจัยพัฒนาข้าวลูกผสมเป็นผลสำเร็จ โดยเริ่มวิจัยและพัฒนาในปี พ.ศ.2517

ศ.หยวนหลงผิง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าวลูกผสมแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นข้าวลูกผสมเป็นผลสำเร็จได้รับการขนานนามจากนานาชาติว่าเป็น ‘บิดาแห่งข้าวลูกผสม’ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล World Food Prize สำหรับความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่วยลดปัญหาความขาดแคลนด้านอาหาร เมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ.2548 อีกด้วย โดยรางวัลดังกล่าวได้รับการยอมรับกลาย ๆ ว่าเป็นรางวัลโนเบลสำหรับวงการอาหารและการเกษตร

นอกจากนี้องค์กรนานาชาติต่าง ๆ ต่างก็ให้การยอมรับ “ข้าวลูกผสม”…

ไม่ว่าจะเป็น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization – FAO) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute-IRRI) สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(United Nation Development Programme –UNDP) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย(Asian Development Bank-ADB) โดยหน่วยงานสากลทั้ง 4 แห่งนี้จับมือกันให้การสนับสนุนด้านปรับปรุงพันธุ์และเผยแพร่พันธุ์ข้าวลูกผสมแก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 17 ประเทศ

นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกก็ให้ความสนใจเรื่องข้าวลูกผสม โดยอินเดียเริ่มวิจัยข้าวลูกผสมในปีพ.ศ.2532 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน และในปีพ.ศ. 2537 ก็สามารถปลูกเป็นการค้าได้

ส่วนเวียดนามเริ่มทำการวิจัยข้าวลูกผสม ในปีพ.ศ. 2535 และในปี2536 ก็สามารถปลูกเป็นการค้าได้

ปัจจุบันในการดำเนินการเรื่องข้าวลูกผสมทั้งใน จีน อินเดีย เวียดนาม เกษตรกรจะเพิ่มผลผลิตจากเดิมได้ 300 กิโลกรัม/ไร่หรือประมาณ 30% จากผลผลิตปกติ

เกษตรกรที่ปลูกข้าวลูกผสมจึงมีผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม เกษตรกรจึงมีความพอใจที่จะปลูกข้าวลูกผสม แม้จะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกใหม่ทุกปี

จนถึงปัจจุบันนานาประเทศกว่า 40 ประเทศทั่วโลกปลูกข้าวลูกผสม

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวต่อไร่อยู่ที่ 430 กิโลกรัม ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยมีผลผลิตข้าวมากกว่าไทย อาทิ จีนมีผลผลิตข้าวต่อไร่มากกว่า 1,000 กิโลกรัม เวียดนามมีผลผลิตข้าวต่อไร่ 778 กิโลกรัม อินโดนีเซีย 741 กิโลกรัม อินเดีย 512 กิโลกรัม เป็นต้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าผลผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ในอัตราต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอยู่มาก

สำหรับประเทศไทยนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เริ่มงานวิจัยและพัฒนาข้าวลูกผสมมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2522 โดยนำข้าวลูกผสมจากจีนเข้ามาทดสอบผลผลิตและในปีพ.ศ.2523

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น บริษัทเกษตรรายใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด บริษัท มอนซานโต้เมล็ดพันธุ์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทอัลมาธา ซีดส์ จำกัด บริษัทไบเยอร์ จำกัด และ บริษัทซินเจนทา จำกัด ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสมไปพร้อม ๆ กับกรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐของไทย

ปัจจุบันประเทศไทยต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าว 1ล้านตัน/ปี ในขณะที่ภาครัฐคือกรมการข้าว ซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่ของไทย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 100,000 ตัน/ปี และภาคเอกชน รวมถึงร้านค้ารายย่อยชุมชนในท้องถิ่นมีกำลังการผลิตประมาณ 300,000 ตัน/ปี ส่วนที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ชาวนา คัดสายพันธุ์เพื่อเก็บไว้เพาะปลูกและจำหน่าย ประมาณ 600,000 ตัน/ปี โดยปรากฏว่าปัญหาที่พบของตลาดเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่คือคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ต่ำ เช่น มีการปนเปื้อนสายพันธุ์อื่น โรคแมลงที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ รวมถึงอัตราการงอกต่ำกว่า 80% ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐานของสายพันธุ์นั้นๆ

ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมที่เข้าสู่ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวยังเป็นปริมาณที่ต่ำมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยและข้อจำกัดในการผลิตและการส่งเสริมอีกหลายประการ จึงน่าจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวลูกผสม เพื่อเป็นทางเลือกในการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ให้แก่ชาวนา

ข้าวลูกผสม จึงเป็นหนึ่งในความหลากหลายทางการเกษตร และเป็นหนึ่งในทางเลือกของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีความพร้อม มีที่ดินทำนาในเขตชลประทาน มีการจัดการที่ดีทั้งในการการเตรียมดิน การใช้ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูฟืช การเพาะกล้า และเก็บเกี่ยว ก็จะสามารถปลูกข้าวลูกผสมได้ผลผลิตดี เพิ่มผลผลิตให้กับประเทศไทย…

 

รศ.ดร.จวงจันทร์ ดวงพัตรา นายกสมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์